ปกติพยาธิสภาพนี้มักจะเกิดกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป หรือ ในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน ซึ่งเป็นภาวะเสี่ยงที่จะทำให้เกิดผนังเส้นเลือดบางหรือมีการอุดตันในเส้นเลือดได้ง่าย รวมถึงผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่จัด คนที่มีสภาวะความเครียด อดหลับอดนอนจนนอนไม่พอ ก็เป็นสาเหตุเหนี่ยวนำที่ทำให้เกิดโรคได้เช่นเดียวกัน
ชนิดของ Stroke แบ่งออกหลักๆ เป็น 2 ชนิด คือ Ischemic Stroke และ Hemorrhagic Stroke หรือเรียกง่ายๆ ว่า ตีบ กับ แตก ความรุนแรงของทั้งสองชนิดก็จะต่างกันออกไป โดย Ischemic Stroke หรือ เส้นเลือดในสมองตีบ จะสามารถพบได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกและความรุนแรงจะน้อยกว่า ผู้ป่วยอีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือคือ Hemorrhagic Stroke หรือ เส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งสามารถทำให้อันตรายถึงชีวิตได้ โดยอาการและผลกระทบที่ตามมาจะขึ้นกับบริเวณของเส้นเลือดที่เกิดรอยโรค
หลังจากเกิดโรคขึ้นและได้รับการรักษาจากคุณหมอเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยมักจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอให้ทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่องภายใน 1-3 เดือนแรกที่เริ่มมีอาการ โดยอาการที่นักกายภาพมักจะพบเจอหลังจากที่คนไข้เกิด Stroke มีดังนี้
- แขนและขาซีกใดซีกหนึ่งอ่อนแรง ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ
- Muscles Spastic คือการที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ และอาการนี้สามารถทำให้เกิดภาวะข้อต่อติดตามมา
- Joints stiffness คือภาวะข้อต่อติด
- Muscles atrophy คือภาวะที่กล้ามเนื้อลีบเล็กลงหลังจากไม่ได้ใช้งาน
- Aphasia คืออาการผิดปกติของการพูด ความเข้าใจภาษา คนไข้อาจมีอาการพูดช้าหรือคิดคำศัพท์ไม่ออก
- ภาวะไม่มั่นคงทางอารมณ์ เพราะผู้ป่วยไม่สามารถใช้งานร่างกายได้เหมือนปกติ มีความเครียดสะสม และภาวะนี้จะมีมากขึ้นในกรณีที่ไปเกิดบนเส้นเลือดในสมองที่ควบคุมทางด้านอารมณ์โดยเฉพาะ
หน้าที่ของนักกายภาพบำบัดในการรักษาผู้ป่วย Stroke มีดังนี้
- คลายกล้ามเนื้อที่ตึงด้วยการนวด (Deep tissue massage) การยืด (Stretching)
- ลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ (Muscles Spastic) ด้วยเทคนิคทางกายภาพบำบัดหรือเครื่องมือทางกายภาพบำบัด

- ขยับข้อต่อที่ติดด้วยการทำ Mobilization

- ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อในระยะแรก (Rehabilitation exercises) หลังจากที่มวลกล้ามเนื้อเริ่มกลับมาก็ต้องเสริมสร้างกำลังและความทนทานต่อไป

- สอนการทำกิจกรรมหรือกิจวัตรประจำวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำได้ เช่น การกิน การแต่งตัว การเดิน ฯลฯ เพราะหลังจากเกิดโรค กล้ามเนื้อของผู้ป่วยจะลืมวีธีการทำงานเนื่องจากการสั่งการที่เปลี่ยนไปของสมองและไม่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานาน นักกายภาพบำบัดมีหน้าที่สอนการใช้งานอย่างถูกต้องและถูกวิธีให้อีกครั้ง

หากรอยโรคที่เกิดขึ้นไม่ได้รุนแรง อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากเป็น Stroke ก็สามารถหายและดีขึ้นได้ถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์หรือหายขาดหากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ในรายที่เกิดรอยโรครุนแรง ระยะของอาการที่ปรากฏสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตของผู้ป่วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนักกายภาพบำบัดก็ยังคงแนะนำให้รักษาต่อเนื่องอยู่เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่นในรายที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะติดเตียง ก็ควรต้องมีนักกายภาพบำบัดทำการขยับเคลื่อนไหวให้ พาออกกำลังกายข้างเตียง พาฝึกเดินฝึกหายใจ เพื่อป้องกันภาวะข้อติด ภาวะปอดอักเสบหรือติดเชื้อที่อาจส่งผลกระทบอันตรายต่อผู้ป่วย
นอกเหนือจากเรื่องทางกายแล้ว ทางด้านจิตใจนักกายภาพก็ควรให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน ควรมีการพูดคุยกับผู้ป่วยให้ลดความกังวลและให้กำลังใจเกี่ยวกับการรักษา หรือคอยรับฟังปัญหาจากผู้ป่วย เพราะจากประสบการณ์ที่ดิฉันเคยรักษาผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกมา ส่วนมากพวกเขามักจะเชื่อใจและไว้ใจนักกายภาพในการปรึกษาปัญหาทางกายและความเจ็บปวดต่างๆ รวมถึงความเครียดและความกังวลในขณะนั้น ถ้านักกายภาพสามารถรับฟังและให้คำปรึกษาได้โดยส่วนใหญ่จะให้ผลการรักษาไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อความเครียดของผู้ป่วยลดลงการรักษาก็จะสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น
หากรอยโรคที่เกิดขึ้นไม่ได้รุนแรง อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากเป็น Stroke ก็สามารถหายและดีขึ้นได้ถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์หรือหายขาดหากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ในรายที่เกิดรอยโรครุนแรง ระยะของอาการที่ปรากฏสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตของผู้ป่วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนักกายภาพบำบัดก็ยังคงแนะนำให้รักษาต่อเนื่องอยู่เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่นในรายที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะติดเตียง ก็ควรต้องมีนักกายภาพบำบัดทำการขยับเคลื่อนไหวให้ พาออกกำลังกายข้างเตียง พาฝึกเดินฝึกหายใจ เพื่อป้องกันภาวะข้อติด ภาวะปอดอักเสบหรือติดเชื้อที่อาจส่งผลกระทบอันตรายต่อผู้ป่วย
หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาจนสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติแล้วก็ควรพบแพทย์ตรวจร่างกายเป็นประจำ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้เป็นปกติ รวมถึงรักษาสุขภาพใจ พยายามไม่เครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอครบ 8 ชั่วโมงต่อวัน หากิจกรรมผ่อนคลายในวันหยุด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำซ้อน เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยป้องกันการกลับมาของ stroke ได้แน่นอน
Q: อาการอัมพาตครึ่งซีกสามารถหายได้หรือไม่?
A: สามารถหายขาดได้ค่ะ หากเริ่มรักษาเร็วในช่วง Golden period คือตั้งแต่เริ่มเป็นถึง 3 เดือนแรก แต่ก็ขึ้นกับชนิดและรอยโรคที่เกิดขึ้นบนสมองด้วย
Q: ควรดูแลตัวเองอย่างไรหลังจากเกิดอาการอัมพาตครึ่งซีก?
A: รับการรักษาอย่างต่อเนื่องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนักกายภาพบำบัด เพื่อการฟื้นฟูอย่างรวดเร็วของสมองและกล้ามเนื้อ
Q: นอกจากการกายภาพแล้ว มีการรักษาอื่นๆ ที่สามารถช่วยรักษาโรคนี้ได้อีกไหม?
A: มีค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้ว การรักษาจะขึ้นอยู๋กับอาการของผู้ป่วย หากมีภาวะเกี่ยวกับการพูด การทำงานของกลุ่มกล้ามเนื้อมัดเล็ก ก็อาจจะต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติมจากนักกิจกรรมบำบัด หรือหากเป็นแพทย์ทางเลือก ก็จะมีการฝังเข็ม ครอบแก้ว ของแพทย์แผนจีน เพื่อส่งเสริมเรื่องการไหลเวียนของเลือดและกระตุ้นระบบประสาทกับกล้ามเนื้อ
Q: หากหายแล้ว สามารถกลับมาเป็นอีกได้หรือไม่?
A: สามารถกลับไปเป็นได้อีกค่ะ จะเรียกว่าเป็นอาการ Recurrent stroke เนื่องจากผู้ป่วยที่เคยเป็นมาก่อน มักจะทำให้บริเวณที่เคยมีรอยโรคมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เช่น เส้นเลือดในสมองบางหรือโป่งมากกว่าปกติ ความดันสูงผิดปกติ และการไหลเวียนของเลือดที่ผิดปกติ ดังนั้นผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อป้องการเกิดซ้ำค่ะ
Q: มีวิธีดูแลหรือป้องกันการเกิดซ้ำของโรคอย่างไร?
A: รับประทานยาตามแพทย์สั่ง หมั่นตรวจร่างกายสม่ำเสมอ ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพทั้งกายและจิตให้แข็งแรง งดดื่มเหล้าสูบบุหรี่ เพียงเท่านี้เปอร์เซ็นต์ของการเกิดโรคซ้ำก็จะลดลง
กภ.สิมิลัน อินสว่าง
นักกายภาพบำบัด



